“Consumer Experience Management สร้างความทรงจำ(ดีๆ)ไม่รู้ลืมให้ธุรกิจ”

Filed Under (Uncategorized) by kkool on 23-03-2009

 น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้จะเป็นอย่างไร ทว่าแวดวงการตลาดยังขับเคลื่อนตัวเองอยู่ตลอดเวลา จริงอยู่กระบวนการตัดสินใจต่างๆ อาจยับยั้งชั่งใจมากขึ้น คำนึงถึงผลได้ผลเสียมากขึ้น ไม่มีคำว่าบุ่มบ่าม แต่ไม่มีใครยอมหยุดตัวเองอยู่กับที่เป็นอันขาด  

ส่วนตัวของผมมีความรู้สึกด้วยซ้ำว่า โลกของการตลาด ก้าวไปข้างหน้ารวดเร็วเหลือเกิน เผลอละสายตาไปแค่แป๊บเดียว อาจตกขบวนการตลาดยุคใหม่ดื้อๆ  

ไม่ต้องดูอื่นไกล เดี๋ยวนี้มีศัพท์การตลาดใหม่ๆ ที่มีความหมายใหม่ๆ เกิดเป็นดอกเห็ด เช่น คำจำพวก Touch Point, Consumer Access, Connect ฯลฯ

หากเราเกิดเผลอละสายตา มีโอกาสตกขบวน และอาจถูกคู่แข่งแซงหน้าแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรของเรามัวหลงชื่นชมกับความสำเร็จเก่าๆ ในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้เตรียมตัวน้ำตาตกเสียแต่เนิ่นๆ ได้เลย

แต่มีเหมือนกัน ‘เครดิต’ ในอดีตที่สั่งสมมา ช่วยให้แบรนด์อยู่ยงคงกระพัน ‘ประสบการณ์ดีๆ ที่ผู้บริโภคเคยได้รับ’ ยังตราตรึงในใจผู้บริโภคไม่เสื่อมคลาย เป็นคำตอบที่ว่าเพราะอะไร   แบรนด์ต่างๆ ต้องสะสม ‘แต้มต่อ’ ด้วยการสร้างประสบการณ์ดีๆ ขึ้นในใจผู้บริโภค 

การสะสม ‘แต้มต่อ’ ในลักษณะนี้กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ว่า …รักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ ง่ายกว่าการสร้างลูกค้าใหม่ ถึงขนาดมีผู้บัญญัติศาสตร์ Consumer Experience Management (CEM) ทีเดียวเชียว 

การประชุมระดับนานาชาติในสหรัฐอเมริกา ที่ผมมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ โปรเฟสเซอร์จากวอร์ตัน (The Wharton Business School of the University of Pennsylvania) พูดถึงพัฒนาการด้านนี้ว่า ชั่วโมงนี้การมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

จาก Consumer Oriented นำไปสู่ Consumer Focus เวลานี้ควรก้าวสู่ Consumer Experience ได้แล้ว จากเหตุผลง่ายๆ เมื่อเรา Access โฆษณาสื่อตรงถึงผู้บริโภค ต้องสร้างสิ่งนั้นให้เป็น ‘ประสบการณ์’ ตราตรึงอยู่กลางใจผู้บริโภค ต้องเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคให้ได้ว่าพวกเขาต้องการอะไร จากนั้นจึงค่อยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เมื่อใช้แล้วเกิด ‘ประสบการณ์’ ดีๆ ระดับห้าดาวออกมาให้ได้

ตัวอย่างธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ คือ ‘ริทซ์ คาร์ลตัน’ เชนโรงแรมระดับห้าดาวที่มีจุดขายอยู่ที่การให้ ‘บริการ’ เหนือระดับ  ผู้บริหารโรงแรมเริ่ดหรูแห่งนี้ถ่ายทอดให้ฟังในการประชุมเดียวกันว่า รายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของริทซ์ คาร์ลตัน มาจากลูกค้าเก่าผู้ที่เคยใช้บริการในโรงแรมแห่งนี้ ทำให้ในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี คนประหยัดเงิน แต่  ริทซ์ คาร์ลตัน’ ยังมีกลุ่มลูกค้าเหนียวแน่น

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ถือเป็น ‘ตัวแม่’ หรือ เจ้าแห่งการสร้างประสบการณ์เหนือระดับคือ ‘เล็กซัส’ เพราะนอกจากมีความคุ้มค่า คุ้มราคา ยังมีเซอร์วิสไม่มีใครเทียบได้ โปรเฟสเซอร์ที่มาบรรยายเล่าว่า ครอบครัวของตัวเองใช้เล็กซัสเป็นคันที่ 3 แล้ว เริ่มต้นเลย ตอนจะไปซื้อรถยนต์ครั้งแรก ตั้งใจไปโชว์รูมของค่ายรถหรูยุโรป แต่ไม่ได้รับการต้อนรับที่ดี ตรงข้ามกับเล็กซัสที่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม บริการนี้มีมาตรฐานเดียวกันในทุกโชว์รูม

โปรเฟสเซอร์ บอกว่า ประสบการณ์ไม่รู้ลืม เกิดขึ้นหลังจากครั้งหนึ่ง ภรรยานำรถไปรับบริการ พอไปรับรถกลับคืน นอกจากล้างและขัดเคลือบให้อย่างดี ปรากฏว่ามีช่อดอกไม้วางอยู่บนแดชบอร์ด เรียกว่าสุดยอดจริงๆ

ประสบการณ์เหนือระดับที่ได้รับกลายเป็นจุดขายชั้นดีของ ‘เล็กซัส’ จนถึงทุกวันนี้ 

ส่วนในบ้านเรา ที่ใช้จุดนี้เป็นจุดขายแบบเงียบๆ มานาน คือ โรงแรมโอเรียนเต็ล  เช่นเดียวกับโรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่งก็ใช้กลยุทธ์นี้ ถึงจะเป็นโรงพยาบาลแต่บรรยากาศและการให้บริการเทียบเท่ากับโรงแรม หรือพวกโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ ก็น่าจะอยู่ในข่ายใช้กลยุทธ์นี้ ว่ากันว่าไม่มีโรงหนังไหนหรูหราเท่าบ้านเราอีกแล้ว

ประเด็นของ Consumer Experience Management เป็นองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจแอมเวย์ ที่ผมดูแลอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกิดจาก ‘ประสิทธิภาพ’ ผลิตภัณฑ์  ไม่ว่าจะทำการวิจัยการตลาดกี่ครั้งกี่หน จะได้รับคำตอบเหมือนๆ กันว่าผู้บริโภคจะประทับใจในสิ่งนี้ 

เพราะประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นี่เอง ที่เมื่อมีโอกาสได้ทดลองใช้ ผู้บริโภคมักติดอกติดใจ กลายเป็นลูกค้าประจำไปในที่สุด

ปรีชา ประกอบกิจ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับและถือว่าเป็นบริษัทแรกๆที่รุกเข้ามาบุกเบิกตลาดขายตรงแบบหลายชั้น( MLM)

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี EQ ดี

Filed Under (Uncategorized) by kkool on 11-03-2009

ผศ.นพ.ชาตรี  วิฑูรชาติ
กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

 

          มีการศึกษามานานเกี่ยวกับ EQ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี คศ.1920 เมื่อ Edward L.Thorndike  ตั้งศัพท์ว่า        “ Social intelligence” หมายถึง ความสามารถเข้าใจผู้อื่น และสามารถเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยได้อย่างเหมาะสม แต่ยังไม่ได้รับความสนใจนักจนเมื่อปี คศ.1973  Daniel Goleman    จากภาควิชาจิตวิทยา  มหาวิทยาลัย        ฮาร์วาร์ด เขียนบทความชี้ว่า ระดับคะแนนจากการสอบระดับเชาว์ปัญญาของนักเรียน  ไม่ได้ประกันถึงความสำเร็จในอาชีพในอนาคต   ซึ่งนับจากปี คศ. 1980 เป็นต้นมา  จึงมีผู้สนใจและศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของอารมณ์ที่มีต่อสติปัญญา ความสร้างสรรค์ และพัฒนาการของบุคลิกภาพอย่างแพร่หลาย

 

          เรื่องของเชาว์อารมณ์นี้  มีผู้ให้คำนิยามไว้หลายความหมาย อาทิ
          Peter Salovey และ John D.Mayer  (คศ.1990)  เชาว์อารมณ์ คือ ความสามารถของบุคคลในการที่จะไหวเท่าทันในความคิด ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น สามารถกำกับควบคุม และจำแนกแยกแยะข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการชี้นำความคิด และการกระทำของตนเอง
          Goleman (คศ.1998)   เชาว์อารมณ์ คือ ความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เพื่อสร้างแรงจูงใจในตัวเอง บริหารจัดการอารมณ์ต่าง ๆ ของตนเองและอารมณ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้
          ทำไม EQ จึงมีความสำคัญ และประโยชน์ต่อบุคคลในหลายแง่มุม ทั้งในชีวิตการงาน ครอบครัว และส่วนตัว มีหลายเรื่องครับ
          1.บุคลิกภาพ EQ ช่วยส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพที่ดี เป็นที่รักของบุคคลรอบข้าง และเป็นที่ยอมรับของสังคม เนื่องจากสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดี เข้าใจความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น
           2. การสื่อสารกับผู้อื่น สามารถแสดงความรู้สึก อารมณ์ของตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามกาละเทศะ
           3. การทำงาน ช่วยในการทำงานมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีความพยายาม และได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้อง
          4. การให้บริการ   ด้วยการรับฟังและเข้าใจความต้องการของลูกค้า จึงตอบสนองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
          5. การบริหารจัดการ ช่วยเสริมความเป็นผู้นำ รู้จักใช้คน และครองใจคนได้
          6. เข้าใจชีวิตของตนเองและผู้อื่น ผู้ที่เข้าใจตนเอง มีความอดทน ควบคุมตนเองได้ และเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็น ย่อมจะเป็นที่รักของบุคคลทั้งหลาย ส่งผลให้ทั้งชีวิตการงานและครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
          บ่อยครั้ง มีพ่อแม่มาถามผมว่า IQ กับ EQ  มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันหรือ ….  ไม่ใช่ครับ เพื่อความเข้าใจ ผมจะอธิบายและเปรียบเทียบให้เห็นกัน
          เชาว์ปัญญา หรือ IQ (Intelligence quotient) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลประสบความสำเร็จในการเรียน( study success) และมีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าทำงาน(get select)แต่การที่จะประสบความสำเร็จในวิชาชีพ(career success) หรือความสำเร็จในชีวิต(life success) นั้นจะขึ้นกับ เชาว์อารมณ์ หรือ  EQ                 ( Emotional Quotient )  มากกว่า

  ความสำเร็จในด้าน
 ปัจจัยที่มีบทบาทมากกว่า
 
การแก้ปัญหาเฉพาะทาง IQ
 
การเรียน
 IQ
 
การงาน
 IQ + EQ
 
การปรับตัว
 EQ
 
การครองตน
 EQ
 
การชีวิตครอบครัว
 EQ
 
    
          สำหรับแนวทางการพัฒนา EQ  นั้น  ล้วนมาจากการเลี้ยงดูร่วมกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เด็ก  ด้วยวิธีการดังนี้
          1. ส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตสังคม (Psychosocial development)   ตาม Psychosocial developmental theory ของ Erik Erikson กล่าวว่าพ่อแม่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตสังคมแก่ลูกน้อย ด้วยการพัฒนาการด้านต่างๆ ตามช่วงลำดับอายุดังนี้
          1.1แรกเกิดถึง 1 ปี สร้างความไว้วางใจพื้นฐาน (Basic trust) โดยพ่อแม่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ ไวในการรับรู้ และตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างถูกต้อง จะทำให้เกิดการยอมรับตนเอง (self-acceptance)และความไว้วางใจในสังคมแวดล้อม (social trust)
          1.2อายุ  1 - 2 ปี สร้างความสามารถควบคุมตนเอง ( Self-Control)   โดยฝึกหัดการควบคุมร่างกายในการกิน  นอน และขับถ่ายอย่างเหมาะสม  ไม่เข้มงวดเกินไป ให้เด็กมีโอกาสเล่นและสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยพ่อแม่คอยดูแลป้องกันอันตรายอยู่ใกล้ เด็กจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) เกิดขึ้น
          1.3อายุ 3 - 5 ปี พัฒนาความคิดริเริ่ม( initiative)  ส่งเสริมให้มีโอกาสเล่นสมมติ เล่นแบบใช้   จินตนาการ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็น และรับฟัง สนใจ และตอบคำถามที่เด็กถาม
          1.4อายุ 6 -12 ปี พัฒนาความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน (industry)  ให้โอกาส และส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ และฝึกฝนในการกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งรับผิดชอบตัวเองในกิจวัตรประจำวัน การเรียน และมีส่วนร่วมรับผิดชอบในงานส่วนรวมในบ้าน
          2. ฝึกให้มีระเบียบวินัย (discipline) โดยกำหนด “กฏเกณฑ์ในบ้าน” (house’s rule) ที่ชัดเจนเช่นเดียวกับตารางกิจวัตรประจำวัน หน้าที่รับผิดชอบในเรื่องส่วนตัว และส่วนรวมในบ้าน  กิริยามารยาท  ให้ขอบเขตที่ชัดเจนว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้  ซึ่งรายละเอียดของ house’s rule ของแต่ละครอบครัวจะแตกต่างกันตามสภาพทางสังคม ความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น ๆ  ข้อกำหนดสำหรับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวก็แตกต่างกันไปตามอายุ เพศ ฯลฯ ซึ่งพ่อแม่จะเป็นผู้กำหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของลูกประกอบ และสื่อให้ทุกคนรู้ข้อตกลงอย่างชัดเจน
          การฝึกระเบียบวินัย จะได้ผลต่อเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเห็นความสำคัญ ร่วมมือกันไม่ขัดแย้งกัน ฝึกสม่ำเสมอต่อเนื่อง ด้วยท่าทีที่จริงจังแต่นุ่มนวล หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์รุนแรง และให้แรงเสริม (reinforcement) ต่อพฤติกรรมที่ดีโดยการแสดงความชื่นชม โดยคำพูด หรือโดยกิริยาเช่น  ยิ้ม โอบกอด เป็นต้น เด็กที่มีระเบียบวินัยจะมีความอดทน สามารถรอคอย ควบคุมและจัดการกับอารมณ์ได้ดี
          3. ฝึกให้รู้จักแก้ปัญหา ( Problem solving skills) โดยเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ลูกคิด   ลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง  และให้คำปรึกษาตามที่เด็กต้องการหรือเข้าช่วยเหลือเมื่อสิ่งนั้นยากเกินความสามารถของลูกเท่านั้น
          4. ฝึกทักษะทางอารมณ์ (Emotional coaching) การช่วยให้เด็กมีการพัฒนาเชาว์อารมณ์นั้นผู้ดูแลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่ ครู อาจารย์ ก็ต้องใช้เชาว์อารมณ์กับเด็กๆ ด้วย ต้องสามารถตระหนักรู้อารมณ์ของเด็กๆ สามารถที่จะเห็นอกเห็นใจเขา ช่วยปลอบโยน ระงับอารมณ์ และจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นนั่นล่ะ เรื่องใหญ่สำหรับผู้เป็นพ่อแม่

ซึ่งต้องฝึกทักษะทางอารมณ์ดังต่อไปนี้
          1. เข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของลูก (Empathy) เป็นพื้นฐานสำคัญของการฝึกทักษะทางอารมณ์ พ่อแม่ต้องตระหนักในความสำคัญ และไวในการรับรู้ภาวะอารมณ์ของลูก เข้าใจและยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของลูก ไม่ดูถูก ล้อเลียน หรือตำหนิติเตียน ที่ลูกแสดงอารมณ์ต่างๆ ออกมา เช่น “แม่เข้าใจ ลูกคงเสียใจมากที่เพื่อนไม่เข้าใจความหวังดีของลูก”
          2. สอนทักษะทางอารมณ์ในขณะที่ลูกกำลังเกิดอารมณ์นั้นๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ด้านบวกหรือลบและเป็นโอกาสที่จะได้ใกล้ชิด  ลูกจะเข้าใจได้ดีถ้าสอนขณะที่อารมณ์นั้นๆ ยังคงอยู่
          3. รับฟังและยอมรับความรู้สึกของลูกที่เกิดขึ้น ให้ลูกรู้ว่าไม่ผิดที่เขาจะรู้สึกเช่นนั้น และสะท้อนคำพูดความรู้สึกของเขา เช่น “เข้าใจที่ลูกบอกว่าลูกผิดหวังที่คุณพ่อผิดสัญญา ลูกคงเสียใจและน้อยใจ”
          4. ช่วยลูกหาชื่อที่ใช้เรียกอารมณ์ที่เขากำลังมีอยู่ รวมทั้งช่วยเขาหาคำอธิบายเกี่ยวกับอารมณ์นั้นๆ ให้รู้จักอารมณ์ของเขาให้ชัดเจน เช่น “ลูกกำลังรู้สึกโกรธ เพราะน้องมาทำของหนูเสีย เวลาใครมาทำให้ของที่รักเสียหาย เราก็รู้สึกโกรธ ไม่พอใจ และอยากจะโต้ตอบเขาบ้าง”
          5. กำหนดขอบเขตพฤติกรรมที่จะแสดงออกในอารมณ์นั้น ๆ  ให้ลูกเข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึกทุกชนิดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่พฤติกรรมที่จะแสดงออกขณะนั้น ๆ มีขอบเขตจำกัด
          ที่สำคัญ  พ่อแม่ต้องเสียสละเวลาให้ลูก มีความอดทนสูง ใจเย็น ไม่ปิดกั้นการแสดงอารมณ์ด้านลบของลูก แต่ใช้เป็นโอกาสในการแนะนำพฤติกรรมที่เหมาะสม  แล้วลูกของท่านจะเป็นผู้มี EQ ดีในอนาคต  เชื่อเถอะครับ

ว่าด้วยเรื่อง เชาว์ปัญญา

Filed Under (Uncategorized) by kkool on 11-03-2009

บทนำ
        มนุษย์แต่ละคนมีเชาว์ปัญญาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถทั่ว ๆ ไป ที่ประกอบอยู่ในตัวบุคคลแต่ละคนในระดับที่แตกต่างกันโดยมีเหตุปัจจัยมาจากพันธุกรรมและสิ่ง แวดล้อมเป็นองค์ประกอบร่วมกัน

        การกระทำพฤติกรรมใด ๆ ทั้งทางกาย วาจาและ ใจ ของมนุษย์จะสอดคล้องกับระดับเชาว์ปัญญาและความคิดของบุคคลนั้น

นิยามความหมาย :

        นักจิตวิทยาได้ให้คำจำกัดความของ “ เชาว์ปัญญา” ไว้หลายอย่าง ฟรีแมน (Freeman1968 ) ได้สรุปคำจำกัดความของเชาว์ปัญญาที่นักจิตวิทยาได้ให้ต่าง ๆ กัน ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยดูจากจุดเน้นของแต่ละกลุ่มดังนี้

        กลุ่มที่ 1 เป็นว่าเชาว์ปัญญาคือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของแต่ละคนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตน

        กลุ่มที่ 2 เน้นว่าเชาว์ปัญญาคือ ความสามารถในการเรียนรู้ กล่าวคือ บุคคลที่ฉลาดสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่างได้ดี ขอบข่ายของประสบการณ์ของแต่ละคน และกิจกรรมที่เขาทำได้จะเป็นไปตามระดับเชาว์ปัญญาของเขา

        กลุ่มที่ 3  เน้นว่าเชาว์ปัญญาเป็นความสามารถในการคิดแบบนามธรรมการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ทางภาษาและคณิตศาสตร์ จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพถ้าบุคคลมีเชาว์ปัญญาอยู่ในระดับสูง

        คำจำกัดความของเชาว์ปัญญาในสมัยปัจจุบันนี้มีแนวโน้มที่จะเน้นการรู้การเข้าใจ ความสามารถในการคิด การใช้เหตุผลและการจำ นอกจากนั้นเชาว์ปัญญายังประกอบด้วย ความสามารถที่สังคมแต่ละสังคมให้คุณค่า เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยให้บุคคลดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อค่านิยมหรือความต้องการของสังคมเปลี่ยนไป ความวามารถที่กำหนดเชาว์ปัญญาตามความต้องการของสังคมย่อมเปลี่ยนไปด้วย

ประวัติเชาว์ปัญญา
ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จิตวิทยาเริ่มแยกตัวออกมาจากวิชาปรัชญษมาเป็ฯศาสตร์สาขาหนึ่งดดยเฉพาะความสนใจเกี่ยวกับเชาว์ปัญญาและการทดสอบเชาว์ปัญญาเป็ฯผลสืบเนื่งอมาจากการเคบื่อนไหวของนักจิตวิทยาหลายท่าน เช่น การศึกษาเรื่องจิตฟิสิกส์ของเวเบอร์   และเฟชเนอร์  และการศึกษากระบวนการทงปัญญาโดยนำวิธีสถิติมาวิเคราะห์ข้อมูลของเซอร์ฟรานซิสเกลตัน   ซึ่งนับได้ว่าเป็นการสร้งพื้นฐานให้กับนักจิตวิทยารุ่นต่อมาได้ศึกษาต่อไป

ทฤษฎีเชาว์ปัญญา
        ทฤษฎีองค์ประกอบ 2 ตัว ทฤษฎีนี้ สเปียร์แมน นักจิตวิทยาชาวอังกฤษเป็นผู้คิดขึ้น โดยอธิบายว่า เชาว์ปัญญาของคนนั้นแบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบคือ

2.                           ความสามารถทั่วไป เป็ความสามารถที่มีอยู่ในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกชนิด

3.                           ควาามสามารถเฉพาะตัว เป็นความสามารถเฉพาะในการกระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น ความสามารถเฉพาะทางคณิตศาสตร์ ทางภาษา ฯลฯ

ทฤษฎีองค์ประกอบหลายตัว หรือทฤษฎีที่มีตัวประกอบเป็นกลุ่ม ผู้นำทางทฤษฎีนี้ได้แก่ ธรอนไดค์ ซึ่งแบ่งเชาว์ปัญญาออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

4.                           เชาว์ปัญญาของนามธรรม

5.                           เชาว์ปัญญาทางสังคม

6.                           เชาว์ปัญญาทางเครื่องจักรกล

แต่คนที่ทำให้ทฤษฎีนี้เห็นจริงเห็นจังเด่นขึ้นก็คือ เธอสโตน นักวัดผลคนสำคัญ โดยเขาใช้วิธีการทางสถิติที่เรียกว่า Factor  Analysis วิเคราะห์เชาว์ปัญญาของมนุษย์ และสรุปผลว่า ธาตุแท้ที่เป็นพื้นฐานของความสามารพทางสมองที่สำคัญ ๆ ของคนเรามี 7 อย่างด้วยกันคือ

ความสามารถทางภาษา ( Verbal )

ความสามารถทางจำนวน ( Number )

ความสามารถทางความจำ ( Memory )

ความสามารถทางเหตุผล ( Reasoning )

        ความสามารถทางการรับรู้  ( Perception )

ความสามารถทางมิติ ( space )

ความสามารถทางการใช้คำ ( Word  Fluency )

องค์ประกอบหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อเชาว์ปัญญา
1.                           พันธุกรรม  เซอร์หรานซิส เกลตอน เชื่อว่าพนธุกรรมมีอิทธพลต่อเชาว์ปัญญามากกว่าสิ่งแวดล้อม เกลตอนได้พยายามหาข้อมูลมาพิสูจน์โดยศึกษาบุคคลมี่มีชื่อเสียงและตำแหน่งสำคัญของประเทศอังกฤษโดยเกลตอน ได้รายงานผลการศึกษาของเขาไว้ในหนังสือ ชื่อ  “ Heredity  Genius” ในปี ค.ศ. 1869 สรุปตามรายงานของเกลตันได้ว่า พันธุกรรมมีอิทธพลต่อเชาวน์ปัญญาโดยเกลตันอ้างจากเชาวน์ปัญญาของบุคคลที่มีชื่อเสียงมีความสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาของบิดามารดาา และบรรพบุรุษ ซึ่งข้อสรุปของเกลตันยังมีข้อผิดพลาดตรงตที่ว่าครอบครัวที่เขาศึกษาก็ยังมีปัจจัยของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ที่เขาศึกษาส่วนใหญ่มีฐานะดี

2.                           สิ่งแวดล้อม จากผลการวิจัยเรื่องเชาวน์ปัญญา ตั้งแต่อดีตจนถึรงปัจจุบันนับเวลาได้เกือบหนึ่งศตวรรษ ซึ่งนักจิตวิทยาในอดีตมักจะมุ่งประเด็นไปในเรื่องอิทธิพลของพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมว่าปัจจัยใดอดีตมักจะมุ่งประเด็นไปในเรื่องอิทธิพลของพันธ์กรรมหรือสิ่งแวดล้อมว่าปัจจัยใดมีผลต่อเชาวน์ปัญญามากกว่ากันแต่ในปัจจุยันนักจิตวิทยาและนักการศึกษาส่วนมากจะยึดถือทฤษฏิปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเชาวน์ปัญญาร่วมกันโดยไม่ได้เพ่งเล็งไปในเรื่องปัจจัยใดที่มีอิทธพลต่อเรื่องเชาวน์ปัญญามากกว่ากัน.

ประวัติการทดสอบเชาว์ปัญญา

ในปี ค.ศ. 1904  ผู้บริหารการศึกษาแห่งประเทศฝรั่งเศสเผชิญปัญหาที่เกี่ยวกับเด็กเรียนอ่อน และเด็กเรียนช้าซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้บริหารการศึกษาได้จัดตั้งโรงเรียนพิเศษขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กเหล่านี้  แต่มีปัญหาว่าจะคัดเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาได้อย่างไร  ดังนั้นเขาจึงได้ขอความร่วมมือไปยัง  Alfred Binet  นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส  ให้สร้างแบบทดสอบทึ่จะแยกคัดเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาออกจากเด็กธรรมดาได้อย่างถูกต้องและเชื่อถือได้

วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล

จากการรวบรวมแล้ว ST ได้ ๙ คะแนน ดังที่บอกแล้วว่า  หากได้คะแนนตั้งแต่ 7-10 จะมี IQ ในเกณฑ์ปกติ  แต่ในเรื่อง การคิดคำนวน ผู้ทดสอบไม่ถนัดนัก   อย่างไรก็ดี การทดสอบที่ได้ผลดีนั้น ควรทดสอบบ่อย ๆ  และใช้ระยะเวลาไม่ห่างกันมากนั่นเอง

วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่ม

        จากการวิเคราะห์กลุ่ม คือ นับเอากลุ่มผู้ที่เป็นเปรียญธรรมสูง ตั้งแต่ เปรียญธรรม 5 ถึง 7 ประโยค 6 รูป และกลุ่มผู้ที่เป็นเปรียญธรรมต่ำ คือ ตั้งแต่เปรียญธรรม 4 ประโยคลงมาถึง 2 ประโยค  ไม่นับกลุ่มที่ยังสอบไม่ได้เปรียญ      

กลุ่มที่เป็นเปรียญธรรมสูง คือ เลขที่ 13 CHK 7 ประโยค ได้ 14 คะแนน , เลขที่  18 PKC 7 ประโยค  ได้ 14 คะแนน, เลขที่ 8 GP 6 ประโยค ได้ 8  คะแนน, เลขที่ 28 ST 6 ประโยค ได้ 9 คะแนน, เลขที่ 29 SWK 5 ประโยค ได้ 9 คะแนน , เลขที่ 10 CHW 5 ประโยค ได้ 9 คะแนน  รวมคะแนนแล้ว ได้คะแนนเฉลี่ยแล้วรูปละ 11 คะแนน    

กลุ่มที่เป็นเปรียญต่ำ คือ เลขที่ 17 PSK 4 ประโยค ได้ 10 คะแนน , เลขที่ 23 PTN  4 ประโยค ได้ 9 คะแนน , เลขที่ 27 SPT 4 ประโยค ได้ 17 คะแนน  , เลขที่ 32 SJL 4 ประโยค ได้  9 คะแนน , เลขที่ 1 PJ 3 ประโยค ได้ 9 คะแนน, เลขที่ 26 WM 2 ประโยค ได้ 9 คะแนน  ได้คะแนนเฉลี่ยแล้วรูปละ  11 คะแนน 

ทั้ง 2 กลุ่ม  มี IQ ใกล้เคียงกัน   คืออยู่ช่วง ฉลาด

วิเคราะห์รวม

จากการทดสอบทั้งห้อง มีจำนวน 35 รูป  แต่ที่ได้ข้อมูลมาในการทดสอบชุด IQ นี้ มีจำนวน 29 รูป  ได้ทำการเฉลี่ยแล้วปรากฏว่า ได้ 11 คะแนน  จัดว่า อยู่ในช่วง ฉลาด ทุกรูปใช่ว่าจะมาจากตระกูลเดียวกัน ฐานะเดียวกัน บางท่านมาจากภาคใต้  บางท่านมาจากภาคเหนือ  บางท่านมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และประสบการณ์บางท่านก็ไม่เท่ากัน ซ้ำอายุก็ต่างกันนั่นบ่งความหมายว่า   IQ ย่อมต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา  ความถนัดแต่ละท่านก็ต่างกัน บางท่านอาจถนัดซ้าย  บางท่านอาจถนัดขวา ซึ่งจะได้กล่าวในบทต่อไป

การทำงานสไตล์คนไทยในสายตาต่างชาติ

Filed Under (Uncategorized) by kkool on 15-02-2009

วันก่อน ผมได้รับเอกสารเผยแพร่ทางอีเมล์เรื่อง ผลการสำรวจมุมมองของชาวต่างชาติกับวิธีการทำงานแบบคนไทย มีอยู่ 11 ข้อแต่ขอคัดมา 10 ข้อ เมื่อได้อ่านแล้วท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ จะยอมรับหรือคัดค้าน จะปรับปรุงแก้ไขหรืออย่างไร เรียนเชิญตามอัธยาศัยครับ

ข้อแรก ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง  คนไทยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการใหม่ๆ ส่วนใหญ่มักยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นต่อไป หากมีอะไรใหม่ในองค์กร จะกลายเป็นการสร้างความรำคาญ และมักจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ในบางกรณีอาจถูกต่อต้านด้วย

ข้อที่สอง ไม่กล้าโต้แย้ง  ในกรณีที่มีการเจรจาเรื่องหนึ่งเรื่องใด และแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยหรืออาจกำลังสูญเสียผลประโยชน์ คนไทยมักจะมีนิสัยขี้เกรงใจ ไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่เห็นด้วย ทำให้อีกฝ่ายเป็นผู้คุมเกมและไม่รู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริง นิสัยเช่นนี้ทำให้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะในใจต่อต้าน แต่ไม่แสดงออก

ข้อที่สาม ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด นอกจากจะไม่โต้แย้งแล้ว ในหลายกรณีคนไทยก็มักจะไม่แสดงออก ไม่ถาม ไม่พูดในสิ่งที่ควรพูด เมื่อมีข้อสงสัยหรือมีความคิดดีๆ ก็เก็บงำเอาไว้ ไม่บอกกล่าวให้ชัดเจน บางครั้งทำให้เดินไปคนละทิศคนละทาง งานก็ไม่สำเร็จ ความสามารถที่มีก็ไม่ได้นำออกมาใช้อย่างเต็มที่ สังเกตง่ายๆ เวลามีการประชุมหรือสัมมนาเรื่องใด แทนที่จะซักถามให้เกิดความกระจ่างชัดเจน แต่มักจะนั่งเงียบ แล้วกลับมาครุ่นคิดหรือถามกันเองภายหลัง ตามคำที่มักจะได้ยินกันว่า “ไว้ไปพูดหลังไมค์”

ข้อที่สี่ ความรับผิดชอบ  ฝรั่งมองว่าคนไทยมักไม่ทำงานให้สำเร็จตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ มักจะเลื่อนออกไป หรือไม่ก็เร่งทำในวินาทีสุดท้ายก่อนถึงกำหนดเวลา ทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพ ประเภทสุกเอาเผากิน และมักจะไม่ยอมตกลงหรือเซ็นยินยอมรับความผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะกลัวการผูกมัด

ข้อที่ห้า ขาดการวางแผนรองรับปัญหา  ส่วนใหญ่คนไทยจะรอให้ปัญหาเกิดก่อน แล้วค่อยมาคิดแก้ไข เป็นการทำงานแบบ Reactive แต่จะไม่วางแผนล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น มักจะรอให้นายเป็นผู้สั่งลงมาว่าจะให้ดำเนินการต่ออย่างไร  สำหรับในข้อนี้ ผมอาจมีมุมมองต่าง เพราะเริ่มได้เห็นการทำงานแบบ Proactive ของผู้บริหารคนไทยหลายท่าน และหลายองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการจัดทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ และการอบรมผู้บริหารเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติ ยิ่งในสถานการณ์ผันผวนเช่นนี้ ได้เห็นองค์กรทั้งไทยเทศตื่นตัวลุกขึ้นมาเตรียมวางแผนรองรับกันอย่างเต็มที่

ข้อที่หก บอกแต่ข่าวดี  คนไทยจะไม่กล้าบอกข่าวร้ายกับผู้บริหารต่างชาติ มักจะพยายามหาข่าวดีๆ หรือมีวิธีการในการเลี่ยงไม่ตอบตามความเป็นจริง บางครั้งทำให้สถานการณ์ลุกลามใหญ่โตเกินแก้ และบางคนก็มักจะพูดเฉพาะในสิ่งที่เจ้านายอยากฟังเท่านั้น ข้อนี้ ผมยืนยันครับว่า ระบบการทำงานประเภทนี้คือ นายว่าขี้ข้าพลอย หรือขุนพลพลอยพยัก มีอยู่เป็นจำนวนมากจริงๆ

ข้อที่เจ็ด ขาดทักษะในการทำงานเป็นทีม ไม่มีความกระตือรือล้นในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง เป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของคนไทย เพราะมักจะเก่งแบบศิลปินเดี่ยว ทำงานกับหมู่คณะไม่ค่อยได้ และไม่ขวนขวายหาวิธีในการฝึกฝน พัฒนาทักษะและความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความรอบรู้ทางโลกหรือแม้กระทั่งเรื่องงาน ให้มีการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ  ข้อนี้ก็ประจักษ์ชัดนะครับ เถียงเขาไม่ได้จริงๆ!

ข้อที่แปด ไม่มีความซื่อสัตย์ หรือ Integrity  ฝรั่งมองว่าคนไทยนิสัยชอบโกหก แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย เช่น มาสายก็อ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกเวลางาน จึงควรมีความซื่อสัตย์กับตนเองและองค์กรมากกว่านี้  ผมเคยเขียนถึงไปแล้วหลายครั้งว่าน่าแปลกใจที่ในภาษาไทย ไม่มีคำแปลที่ครอบคลุมสำหรับคำว่า Integrity ซึ่งหมายถึง ความเป็นเนื้อแท้ ความซื่อตรง

ข้อที่เก้า ระบบพวกพ้อง  คนไทยจะแยกไม่ออกระหว่างพวกพ้องและส่วนรวม มักจะปกป้องคนที่ถือว่าเป็นเพื่อน เป็นพวกเดียวกัน และจะปกป้องทั้งที่รู้ว่า ทำไม่ถูกต้อง แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม เอาเป็นว่า พรรคพวกเพื่อนพ้องมาก่อนเสมอ!

ข้อที่สิบ แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว  ฝรั่งมองว่าคนไทยแยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว มักจะเอามาพัวพันกันตลอดเวลา ชอบอยากรู้เรื่องของคนอื่น และเป็นที่มาของข่าวลือสารพัดชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์กับงานและองค์กร มักจะคุยเรื่องส่วนตัวมากเกินไป มักลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามกำหนด แต่คาดหวังผลประโยชน์เต็มที่ เวลาโดนตำหนิเรื่องงาน ก็มักจะนำมาพัวพันเป็นเรื่องส่วนตัว ฯลฯ

เอาละครับ ก็เป็นการสะท้อนความเห็นของต่างชาติที่ได้มีโอกาสทำงานกับคนไทย จะเท็จจริงเพียงใด ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านเองนะครับ!

 

โดย
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ซีอีโอผู้นำพุทธวิถีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานอย่างลงตัว จนเกิดกระแส”การตลาดสีขาว” (White Ocean Strategy)
กร

ข้อคิดดีๆ บนวิกฤติกับซีอีโอ

Filed Under (Uncategorized) by kkool on 09-02-2009

ซีอีโอต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า แย่จริงๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะคิด หรือทำอะไรใหม่ๆ วิกฤติรอบนี้จะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 หลายเท่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนเองได้มีโอกาสไปพูด ไปคุยกับผู้บริหารระดับสูง ระดับซีอีโอ ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง ต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า แย่จริงๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะคิด หรือทำอะไรใหม่ๆ เอาแค่ประคองตัวเองให้รอดจากวิกฤติรอบนี้ไปให้ได้

บางคนบอกว่า วิกฤติรอบนี้จะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 หลายเท่าตัว บางคนบอกว่าเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนที่ได้ชื่อว่าฉลาดและเก่งที่สุดในโลก แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามให้คนเหล่านี้มารวมกัน ระดมสมองเพื่อร่วมแก้ปัญหา จนถึงวันนี้ ก็ยังหาทางออกไม่เจอ

ครั้นผู้เขียนถามว่า วิกฤติรอบนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร หลายๆ คนบอกว่า บอกไม่ได้ ตอนนี้ทุกอย่างสับสนไปหมด ข้อมูลที่เข้ามากระทบเยอะมาก เยอะเสียจนไม่รู้จะเชื่อใครดี และจะเชื่อได้หรือไม่ ขณะที่บางคนบอกว่า ให้นึกภาพเอาว่า ตอนนี้เรากำลังหล่นจากยอดตึก ซึ่งตอนนี้ก็ยังลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ยังไม่ถึงพื้น จึงบอกไม่ได้ว่ายอดขายและกำไรในปีนี้ จะลดลงสักเท่าไร การวางแผนการผลิตต่างๆ ผันผวนตามออเดอร์ที่เข้ามา

วิกฤติครั้งนี้สาหัสสากรรจ์มากๆ เป็นวิกฤติที่ยังมองไม่ออกว่าแสงสว่างอยู่ตรงไหน การอัดฉีดเม็ดเงินของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่เห็นผล เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบจริงๆ ก็คงต้องเป็นเดือนเมษายน ที่งบประมาณกลางปี 1.1 แสนล้านบาท จะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร การให้ธนาคารของรัฐเป็นหน่วยงานอัดฉีดเงินกู้เพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่จะได้รับผลกระทบจากเม็ดเงินจากการส่งออกที่หายไปคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทตามที่ประเมินกันไว้นั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

ขณะที่การเล่นเกมการเมืองระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม แถมหนักข้อขึ้นทุกวัน ก็ไม่ทราบว่า การที่ฝ่ายค้านเอาเวลาสภามาตั้งกระทู้ถามรัฐบาล เพื่อปกป้องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ให้ประโยชน์อะไรกับคนในวงกว้างบ้าง

ส่วนการที่รัฐบาลให้ธนาคารพาณิชย์ ช่วยลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน ก็ทำได้กะปริบกะปรอยเหลือเกิน ป่วยการที่ภาคเอกชนจะเรียกร้องให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงมาอีก ต่อให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0% ก็ใช่ว่าจะได้ผล ดอกเบี้ยเงินกู้ใช่ว่าจะลดลงทันตาเห็น ในเมื่อแบงก์พาณิชย์ยังขูดเลือดกับปูอยู่อย่างนี้

ครั้นผู้เขียนถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป ส่วนใหญ่บอกเสียงดังฟังชัดเลยว่า ขอเก็บเงินสดไว้กับตัวดีที่สุด ขณะเดียวกัน ก็ขอลดต้นทุนทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้ ซึ่งก็แน่นอนว่า การลดต้นทุนที่ง่ายและได้ผลที่สุด คือ ต้นทุนพนักงาน อย่าแปลกใจหากบริษัทใหญ่ๆ จะลดชั่วโมงการทำงาน ลดโอทีของบรรดาหนุ่มๆ สาวๆ โรงงาน เป็นมาตรการเริ่มแรก หากเอาไม่อยู่ก็จะลดพนักงานที่เป็นซับคอนแทรทค์ต่างๆ สุดท้ายหากเอาไม่อยู่จริงๆ ก็ถึงขั้นต้องปลดพนักงาน

แต่ประเด็นหนึ่งที่ได้จากการพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ คือ แนวคิดเรื่องการเตรียมความพร้อมของชาติ เพื่อรับมือกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต ที่ปัจจุบันดูเหมือนว่ารัฐบาลยังละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็น

หลายคนบอกว่า รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้แปรวิกฤติเป็นโอกาสในการกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติ เพิ่มขีดแข่งขันของสินค้าไทย

ต่อไปเราจะต้องสู้ด้วยคุณภาพ ด้วยโปรดักท์ของสินค้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง การแข่งขันด้วยค่าเงิน ควรจะค่อยๆ หมดไปได้แล้ว

ไทยจะต้องสร้างแบรนด์ตัวเอง เหมือนกับที่เกาหลีใต้ ยกชั้น ซัมซุง และแอลจี ขึ้นเป็นแบรนด์ ระดับโลก ที่นำเศรษฐกิจเกาหลีใต้ติดลมบนมาถึงทุกวันนี้

เสียดายเนื้อที่มีน้อยนิด ไว้วันหน้าผมจะเก็บเอาเกร็ดดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีก

กรุงเทพธุรกิจ 10 กุมภาพันธ์ 2552
โดย : สุทธิพันธ์ ภู่ระหงษ์

7 ก้าวที่ ‘พลาด’ ในการเริ่มธุรกิจ

Filed Under (Uncategorized) by admin on 07-02-2009

7 ก้าวที่ ‘พลาด’ ในการเริ่มธุรกิจปีแรกของการทำธุรกิจนั้นจะเป็นปีแห่งการเรียนรู้ที่เนิ่นนาน…ไม่ว่าคุณจะพยายามระวังหรือมีความรู้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ความผิดพลาดต่างๆ ก็เกิดขึ้นเสมอ ลองทำความคุ้นเคยกับไอเดียเหล่านี้ดู…

หากคุณเปิดใจรับฟังจากผู้มีประสบการณ์อย่างตรึกตรอง คุณก็จะสามารถข้ามผ่านข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

และนี่คือความผิด 7 ประการของธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดพร้อมคำแนะนำในการหลีกเลี่ยง

ความผิดที่ 1 ขับรถไปโดยไม่รู้ทิศทาง คุณได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้ประกอบการต้องมี ‘ความทะยานอยาก’ ที่จะประสบความสำเร็จหรือมี ‘ไฟ’ ในตัวเอง และการจะจุดไฟนี้ขึ้นมา คุณต้องการมากกว่าพละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่คุณต้องมี ‘การวางแผน’ ด้วย

ใช้เวลาสำรวจตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การแข่งขันและข้อมูลพื้นฐานต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เหมือนทำแผนธุรกิจ โดยมุ่งตอบคำถามง่ายๆ (แต่ทำยาก) คำถามเดียวว่า ‘แล้วคุณจะทำเงินได้อย่างไร?’

ในกรณีศึกษาถึงความผิดพลาดต่างๆ ‘ทิม เบอร์รี่’ ประธาน Palo Alto Software ยกตัวอย่างถึงร้านวิดีโอที่พบเห็นได้ทั่วไปแทบทุกมุมตึกที่มีเวลาเปิด-ปิดแน่นอน โดยปกติแล้วเจ้าของร้านจะเช่าพื้นที่ไว้ล่วงหน้า และต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่คงที่ทุกเดือนก่อนจะเปิดร้าน จากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้าน นี่ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ อย่างเครื่องคิดเงิน หรือซอฟต์แวร์

เมื่อถึงเวลาที่ต้องสต็อกสินค้า เจ้าของร้านจะต้องเป็นผู้ป้อนข้อมูลเอง ร้านวิดีโอที่เปิดทั่วๆ ไปมีการตกแต่งที่ทันสมัย แต่มีการจัดสต็อกที่ไม่เป็นระบบ และไม่มีการทำการตลาด

ก่อนที่ปีแรกจะผ่านไป ร้านนั้นก็ ‘ถูกซื้อด้วยร้านวิดีโอเชนใหญ่ๆ ที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร’ เบอร์รี่กล่าว

บทเรียนที่ได้: อย่าออกจากงานโดยไม่มีแผนรองรับ

ความผิดที่ 2 ขายถูกเกินไป ลองถามเด็กให้เลือกระหว่างพลอย 12 เม็ด กับเพชร 1 เม็ด เชื่อแน่นอนว่าเด็กจะต้องเลือก ‘พลอย’ ทุกครั้ง ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจก็เป็นเช่นเดียวกัน พวกเขามีความคิดที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องปริมาณ และคุณภาพ พวกเขาคิดว่าราคาถูกๆ ติดดินจะส่งผลให้ยอดขายพุ่งขึ้น และพวกเขาก็จะกลายเป็นเศรษฐี แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

‘ผู้ประกอบการใหม่มักจะตั้งราคาสินค้าและบริการต่ำเกินไป’ ลินดา ฮอลแลนเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘Bags to Riches’ คู่มือการประกอบธุรกิจสำหรับผู้หญิง กล่าว ‘นี่กำหนดวิถีชีวิตของพวกเขาให้คอยกังวลแต่เรื่องเงิน แม้ว่าพวกเขาจะมีออร์เดอร์แล้ว แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่มีความสุขเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถทำกำไรจากการขายได้’

ก่อนที่จะตั้งราคาสินค้า ให้ลองคำนวณดีๆ ถึงต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร สำรวจตลาดและตั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้ พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดในแบบฉบับของคุณเอง (บางคนก็เรียกว่า USP หรือ Unique selling proposition) คำนวณหามาร์จินที่คุณต้องการ

บทเรียน อย่าขายเพชรในราคาเท่ากับพลอย

ความผิดที่ 3 ทำธุรกิจเพียงเพราะ ‘ความตื่นเต้น’ ผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเป็นพวกที่มองการณ์ไกล ชอบเสี่ยง ชอบความตื่นเต้นเร้าใจ ยิ่งพวกเขาต้องรวบรวมรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเริ่มต้นง่ายขึ้นเท่านั้น พวกเขามักจะวางแผนถึงวิกฤติต่างๆ และเล่นเกมด้วยความรู้สึกสนุกที่ต้องผจญภัย

‘ความเหน็ดเหนื่อยของผู้ประกอบการก็คือการความตื่นเต้นของธุรกิจที่ดูภายนอกเหมือนจะแข็งแรง’ ราล์ฟ วอร์เนอร์ ผู้เขียน ‘Drive a Modest Car&16 Other Keys to Small Business Success’ จุดประสงค์ในการทำธุรกิจก็คือการทำเงิน หากคุณสนุกได้แค่เพียงเพราะว่าได้กระโดดจากที่สูง ก็ไปเล่นบันจี้จั๊มพ์เถอะ!!

บทเรียน อย่าเริ่มธุรกิจเพื่อที่จะพบว่าชีวิตนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ความผิดที่ 4 เรื่องของการ ‘ทำตลาด’ ผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่น้อยรายที่จะวางแผนหรือกำหนดงบประมาณในการทำการตลาดเพราะคิดว่าการทำตลาดนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือพวกเขามักจะเหมารวมการตลาดเข้ากับการขายด้วยความเข้าใจอย่างผิดๆ

‘การตลาดนั้นจะกังวลเกี่ยวกับการขายในวันพรุ่งนี้ แต่การขายจะปิดการขายในวันนี้’ ‘รอบ เกิล์ฟแมน’ ผู้ก่อตั้งบริษัทสื่อสารการตลาดในเมืองซานโฮเซ แคลิฟอร์เนีย กล่าว ‘คุณไม่สามารถเริ่มจากการผลิตไปถึงการขายได้โดยข้ามการทำตลาดไป’

ความผิดพลาดที่ซ่อนอยู่ข้อนี้หมายถึงการอ่อนประสบการณ์ในการยืดขั้นตอนในวงจรการขายโดยทั่วไป ผู้ประกอบการมักจ้างพนักงานขายก่อนอื่น แต่ในการจ้างเริ่มแรกนั้นควรเป็นการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการตลาดคิดถ้อยคำต่างๆ จากนั้นจึงส่งทีมขายออกไปลุย

บทเรียน อย่าพยายามปิดการขายก่อนที่จะได้ส่ง ‘สาร’ ของคุณ

ความผิดที่ 5 เป็นเพื่อนมากกว่าเป็นเจ้านาย ในการเปิดตัวสินค้าช่วงแรกๆ ทุกคนจะทำงาน 3-4 อย่าง อาทิตย์ละ 7 วัน ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลในการกังวลถึงกระบวนการบริหารจัดการมากนัก

‘เมื่อคนเริ่มทำธุรกิจ ขั้นตอนต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นด้วยลักษณะที่เป็นอุบัติเหตุหรือไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้ามาก่อน’ ‘เจย์ อาเธอร์’ ผู้เขียน ‘Six Sigma Simplified Training’ กล่าว ‘ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขด้วยสัญชาตญาณทั่วไปและการลองผิดลองถูกเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น แต่ในบางจุด ความสามารถของสองวิธีในการแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนมากขึ้นนั้นเริ่มใช้ไม่ได้ผล และในที่สุดพวกเขาก็หยุดทำงานร่วมกัน’

คุณมีหน้าที่รับผิดชอบ ก็ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะคาดหมายและพัฒนากระบวนการอย่างไร หรือแต่งตั้งใครขึ้นมาเพื่อบริหารงาน

หากไม่มีการกำหนดนโยบายในการสร้างผลงาน จ้างและยกเลิกสัญญาจ้าง การพักร้อน ลาป่วย สวัสดิการ เงินชดเชย การเลื่อนตำแหน่งและอื่นๆ คุณจะพบว่าบริษัทของคุณเริ่มจะเสี่ยงกับการมีปัญหาทางด้านกฎหมายและจริยธรรม และในที่สุดธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบ คู่มือของบริษัทอาจเป็นเอกสารง่ายๆ แค่กระดาษแผ่นเดียว

บทเรียน อย่าสละอำนาจ

ความผิดที่ 6 ใช้เงินทุนอย่างสุรุ่ยสุร่าย ‘เจ้าของธุรกิจใหม่มักจะประมาณการความต้องการทางการเงินอย่างกว้าง’ ‘อิสิดอร์ คาราสช์’ ประธาน Hospitality Works บริษัทที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจอาหารใน Deerfield อิลลินอยส์ กล่าว โดยปกติแล้ว เจ้าของที่ไม่มีประสบการณ์จะใช้จ่ายหมดไปกับการเริ่มต้นในระยะแรกๆ เช่นซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่ม เทคโนโลยีและอุปกรณ์สำนักงาน หรือจ้างผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญมากเกินความจำเป็นที่พวกเขาต้องมี

เจ้าของธุรกิจใหม่ยังไม่ตระหนักอีกด้วยว่ามีลูกค้าไม่กี่รายที่พร้อมจะจ่ายเงินทันที ถึงแม้ว่าพวกเขาจะขายได้ทันที แต่ก็ไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดเสมอไป

‘จอห์น เรดดิช’ ที่ปรึกษาทางการจัดการแนะนำว่า หลังจากการทำงบประมาณส่วนตัวและงบประมาณของธุรกิจที่สามารถทำให้บริษัทอยู่รอดไปจนถึงเวลาที่คุณคิดว่าจะคุ้มทุน ให้บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50% ‘มันจะช่วยบริหารความเสี่ยงของคุณได้’

บทเรียน อย่ารีบร้อนกับเงิน

ความผิดที่ 7 มองข้ามคนที่คุณรัก การเริ่มต้นธุรกิจนั้นเป็นงานที่ต้องใช้เวลา 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องการสนับสนุนอย่างจริงจัง พวกเขายัง ‘ต้องการการให้เวลาและเงินอย่างเพียงพอ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ล้วนส่งผลต่อความสัมพันธ์’ ‘วิคเตอร์ ซิม’ นักกฎหมายจาก Squire, Sanders & Dempsey ในลอสแองเจลิส กล่าว

ภาระดังกล่าวไม่ใช่ของคุณแต่เพียงลำพัง คุณจำเป็นต้องมีการสนับสนุนและความเชื่อจากครอบครัวและเพื่อนฝูง แน่ใจว่าเงินและเวลาของคุณนั้นยังคงไปถึงครอบครัวของคุณ

บทเรียน อย่าสร้างธุรกิจที่จะทำให้เกิดความเสียใจไปจนชั่วชีวิต

ในที่สุด การก้าวพลาดเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าของธุรกิจใหม่ยืนยันที่จะทำอะไรๆ ด้วยตนเอง จริงๆ แล้วคุณควรดูว่าคุณทำอะไรได้ดีที่สุด และพยายามหาคนทำแทนในสิ่งที่คุณไม่มีความเชี่ยวชาญ และเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จำสุภาษิตเก่าๆ คำนี้ไว้ว่า ‘เรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณเอง’

จาก http://www.microsoft.com/smallbusiness By Joanna L. Krotz

แปลและเรียบเรียงโดย กมลวรรณ มักการุณ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548

ตัวอย่าง แผนการตลาด และ ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT

Filed Under (Uncategorized) by admin on 07-02-2009

ตัวอย่าง แผนการตลาดและตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ให้ Download Free 

ตัวอย่าง แผนการตลาดธุรกิจบริการ
ตัวอย่างแผนการตลาด E-Commerce
ตัวอย่างแผนการตลาด Internet Cafe (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด WholesaleDistributoer
ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจคาร์แคร์ (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจนำเที่ยว (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจบริการ
ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจร้านรองเท้าสตรี (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด ร้านสะดวกซื้อ
ตัวอย่างแผนการตลาด สำนักบัญชี (Eng)
ตัวอย่างแผนการตลาด
แบบฟอร์มแผนการตลาด
แผนการตลาด i-home
แผนการตลาด NATURE’S CANDY
แผนการตลาด WHEELIE DEALS
แผนการตลาด การผลิต ธุรกิจน้ำดื่ม
แผนการตลาด น้ำฝรั่ง G-Fresh
แผนการตลาด น้ำพริกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน
แผนการตลาดบริษัทโตโยต้า มอเตอร์
แผนการตลาดร้านไอศกรีมสมุนไพร
หัวใจสำคัญที่ต้องทราบMarketing Plan
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ด้านการตลาด

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT Starbucks
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT eBay
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT Wal-Mart

ตัวอย่างแผนธุรกิจ

Filed Under (Uncategorized) by admin on 07-02-2009

ฟรี download ตัวอย่างแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจ ร้านสะดวกซื้อ 25 hours
แผนธุรกิจ Advertising Agency (Eng.)
แผนธุรกิจ Call Center (Eng.)
แผนธุรกิจ Car Care Express
แผนธุรกิจ Car Wash (Eng.)
แผนธุรกิจ e-commerce (Eng.)
แผนธุรกิจ High-Tech Marketing (Eng.)
แผนธุรกิจ Internet Screen Phone
แผนธุรกิจ Malee Store
แผนธุรกิจ Nightclub (Eng.)
แผนธุรกิจ Office Automation and Internet Cafe OA & Inet Co.,Ltd
แผนธุรกิจ senate account
แผนธุรกิจ vdo ให้เช่าแบบรับส่งถึงบ้าน
แผนธุรกิจ การผลิตน้ำดื่ม
แผนธุรกิจ ขอกู้เงินจาก ศงป.เพื่อทำธุรกิจร้านถ่ายรูป
แผนธุรกิจ เครื่องจักรขนาดเล็กสำหรับปิดผนึกบรรจุภัณฑ์
แผนธุรกิจ เครื่องดื่มธัญพืชสมุนไพร
แผนธุรกิจ เทียนสมุนไพร Aroma
แผนธุรกิจ ธุรกิจ SPA
แผนธุรกิจ ธุรกิจส่งออกผักและผลไม้แช่เย็น
แผนธุรกิจ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป
แผนธุรกิจ ผัก ผลไม้ แผ่นกรอบ
แผนธุรกิจ ร้านก๋วยเตี๋ยว เนื้อปลาสดเยาวราช
แผนธุรกิจ ร้านถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง(Eng.)
แผนธุรกิจ ร้านเบเกอร์รี่ (Eng.)
แผนธุรกิจ ร้านสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมัน(Eng.)
แผนธุรกิจ ร้านเสื้อออนไลด์ (Eng.)

แผนธุรกิจ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

แผนธุรกิจ ร้านอาหาร

แผนธุรกิจ เว็บไซต์(Eng.)

แผนธุรกิจ แสงเจริญเฟอร์นิเจอร์

แผนธุรกิจนวดแผนไทย

แผนธุรกิจนำเที่ยว (Eng.)

แผนธุรกิจรถรับส่งขึ้น BTS

แผนธุรกิจร้านหนังสือมือสอง (Eng.)

แผนธุรกิจโรงพิมพ์อินเฮ้าส์

แผนธุรกิจโรงเรียนสอนศิลปะ (Eng.)

แผนธุรกิจหจก.ซ่อมได้

สมุดงานแผนธุรกิจ

สู่ความสำเร็จในการเขียนแผนธุรกิจ

ยุทธวิธีสำหรับการเจรจาต่อรองแบบบูรณาการ (ชนะ – ชนะ)

Filed Under (Uncategorized) by admin on 07-02-2009

เมื่อคุณเริ่มการเจรจาต่อรอง จงอย่าเอ่ยถึงตัวเลข ให้คุณพูดและฟังตามปกติ จงวางกรอบการเจรจาต่อรองในเชิงบวกให้เป็นงานสำคัญที่ร่วมกันทำ และทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะได้ประโยชน์ รวมทั้งเน้นย้ำความเปิดกว้างของคุณที่จะรับฟังผลประโยชน์และข้อกังวลของฝ่ายตรงข้าม

เมื่อคุณทราบถึงข้อกังวล และผลประโยชน์ของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ก็ไม่ควรให้ข้อเสอนเร็วเกินไป ข้อเสนอที่มาก่อนกำหนดจะไม่ได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่จะได้ในกระบวนการเจรจา แทนที่คุณจะด่วนให้ข้อเสนอ ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้

· ถามคำถามเปิดเกี่ยวกับความต้องการ ผลประโยชน์ ข้อกังวล และเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม
· สำรวจความยินยอมของฝ่ายตรงข้าม ที่จะแลกเปลี่ยนบางสิ่งสำหรับบางอย่าง
· สอบถามผลประโยชน์ที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม โดยการถามเหตุผลของเงื่อนไขที่เขาให้ความสำคัญ
· ฟังอย่างตั้งใจเกี่ยวกับคำตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ตรวจสอบ แก้ไขความถูกต้อง หรือโต้แย้งในทันที
· เป็นนักฟังที่ดี เมื่อพวกเขาพูดมากขึ้น คุณก็จะได้ข้อมูลมากขึ้น
· ให้ความเห็นใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับมุมมอง ความต้องการ และผลประโยชน์ ความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ตึงเครียด มันเป็นอีกขั้นหนึ่งที่สูงกว่าการฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า คุณจะสามารถสานสัมพันธ์กับผู้พูดและสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดและเรื่องทางอารมณ์
· ปรับสมมติฐานของคุณตามสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ สมมติฐานที่คุณมีในช่วงการเตรียมตัวก่อนการเจรจาต่อรองนั้นอาจจะผิด ซึ่งทำให้คุณจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ของคุณด้วย
· กล้าเปิดเผยความต้องการทางธุรกิจ ผลประโยชน์ และข้อกังวลของคุณ การแสดงออกถึงสิ่งที่คุณจำเป็นต้องได้และสิ่งที่คุณต้องการ (พร้อมเหตุผล) นั้นเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการฟังฝ่ายตรงข้ามอย่างตั้งใจ อันที่จริงแล้วการหาจุดสมดุลระหว่างความเห็นอกเห็นใจ และการแสดงความต้องการของตนนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพ หากคุณมีความเห็นอกเห็นใจมากเกินไป คุณก็อาจจะละเลยความต้องการของตนเอง แต่หากคุณเน้นความต้องการของคุณเกินไปและขาดความเห็นอกเห็นใจ คุณก็จะเสี่ยงที่จะพลาดข้อตกลง
· พยายามให้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบสองทางให้มีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับว่า ใครจะเป็นฝ่ายถามหรือแจ้งข้อกังวลก่อน หากฝ่ายตรงข้ามดูไม่สะดวกใจกับคำถามของคุณ ให้เสอนที่จะพูดเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญที่สุดหนึ่งหรือสองประเด็น และอธิบายว่าทำไมมันถึงสำคัญ
· พยายามสร้างสายสัมพันธ์ต่อไป แม้ว่าการเจรจาต่อรองได้เริ่มไปแล้ว
· ระวังไม่ให้มีการวิวาทในเรื่องส่วนตัว อย่ากล่าวหาหรือหล่าวโทษอีกฝ่าย และรักษาความมีอารมณ์ขันเสมอ
· หากมีประเด็นใดที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามตึงเครียด ให้รับรู้ความไม่พึงประสงค์ประเด็นนั้น
· อย่ารู้สึกกดดันที่จะสรุปข้อตกลง จงใช้เวลาในการสร้างทางเลือกที่ให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ค้นหาทางเลือกที่ใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์
ในระหว่างการเจรจาต่อรอง คุณได้รู้จุดยืนของฝ่ายตรงข้ามและทำความเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่เป็นพื้นฐานของจุดยืนนั้น และหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจจุดยืน และผลประโยชน์ของคุณเช่นกัน ความท้าทายในตอนนี้ก็คือ การทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ โดยจุดหนึ่งที่เราสามารถหาผลลัพธ์ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้ก็คือ ความแตกต่างระหว่างสองฝ่าย โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งที่แตกต่างนั้น เป็นการสร้างคุณค่าที่ฝ่ายเดียวนั้นไม่สามารถสร้างได้ ลองมองหาคุณค่าในที่ต่อไปนี้

· การเข้าถึงทรัพยากร
· ความคาดหวังในอนาคต
· เวลาที่พึงพอใจ
· การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ใช้เวลาของคุณให้เต็มที่
เมื่อมีข้อตกลงแรกที่คุณยอมรับได้ แต่ยังไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากนัก คุณก็ไม่ควรด่วนใจเร็วที่จะสรุปข้อตกลงเร็วเกินไป จงใช้เวลามากขึ้นหน่อย เพื่อค้นหาข้อตกลงที่ดีกว่าสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยให้สัญญาณว่าข้อเสนอปัจจุบันนั้นดี และควรที่จะได้รับการพิจารณา แต่กล่าวด้วยว่าข้อเสนอนั้นอาจจะปรับปรุงได้โดยการเรียนรู้ผลประโยชน์และข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ

ยุทธวิธีที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ก็คือ การวางกรอบการเจรจาต่อรอง การประเมิน และการเตรียมตัวอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : www.siaminfobiz.com โดย Aimanun

ฟรี download ตัวอย่าง Resume

Filed Under (Uncategorized) by admin on 06-02-2009

 ตัวอย่าง resume (ฝ่ายการตลาด)
ตัวอย่าง Resume Administration
ตัวอย่าง Resume HR Administration
ตัวอย่าง Resume Technical
ตัวอย่าง Resume เจ้าหน้าที่ธนาคาร
ตัวอย่าง Resume ตำแหน่งการตลาด
ตัวอย่าง Resume ตำแหน่งผู้จัดการ
ตัวอย่าง Resume โปรแกรมเมอร์
ตัวอย่าง Resume ผู้จัดการฝ่ายผลิต
ตัวอย่าง Resume พนักงานบัญชี
ตัวอย่าง Resume สำหรับทนายความ
ตัวอย่าง Resume สำหรับวิศวกร
ตัวอย่าง จดหมายสมัครงาน Email
ตัวอย่าง จดหมายสมัครงานสำหรับผู้จบใหม่
เพิ่มเติมดูได้ที่ www.siaminfobiz.com